ทำไมต้องตรวจสอบอาคาร ทำความรู้จักข้อกฎหมายและวิธีการเลือกบริษัทตรวจสอบ

ทำไมต้องตรวจสอบอาคาร ทำความรู้จักข้อกฎหมายและวิธีการเลือกบริษัทตรวจสอบ

หลายคนอาจมองว่าการตรวจสอบอาคารเป็นเรื่องยุ่งยาก หรือเป็นเพียงภาระที่กฎหมายกำหนด แต่ความจริงแล้ว “การตรวจสอบอาคาร” คือหนึ่งในขั้นตอนสำคัญที่ช่วยคุ้มครองความปลอดภัยของผู้อยู่อาศัย ผู้ใช้งาน และทรัพย์สินภายในอาคารโดยตรง

ไม่ว่าจะเป็นคอนโดมิเนียม อาคารสำนักงาน บ้านพักอาศัย หรืออาคารเชิงพาณิชย์ต่าง ๆ ล้วนมีโครงสร้าง ระบบไฟฟ้า ระบบป้องกันอัคคีภัย และเครื่องจักรกลที่ต้องได้รับการดูแลอย่างสม่ำเสมอ

เพื่อป้องกันเหตุไม่คาดคิด เช่น ไฟไหม้ อาคารทรุด หรือระบบผิดปกติที่อาจนำไปสู่อุบัติเหตุร้ายแรง การตรวจสอบอาคาร จึงไม่ใช่แค่ “ทำเพราะต้องทำ” แต่คือการสร้างความมั่นใจในระยะยาว ช่วยลดค่าใช้จ่ายจากความเสียหายที่อาจเกิดขึ้น และทำให้อาคารยังคงมีมาตรฐานพร้อมใช้งานอย่างปลอดภัย

กฎหมายและข้อกำหนดการตรวจสอบอาคาร

เจ้าของอาคารจะต้องตรวจสอบอาคารตามกฎหมายตรวจสอบอาคารตามพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ. 2522 (ฉบับที่ 3 พ.ศ. 2543) มาตรา 32 ทวิ ที่กำหนดให้เจ้าของอาคารสูง อาคารชุมนุมคน และอาคารอื่นๆ ตามที่กฎหมายกำหนด จะต้องมีการตรวจสภาพอาคาร โครงสร้าง ระบบสาธารณูปโภคต่างๆ เช่น ระบบไฟฟ้า ระบบระบายน้ำ ระบบปรับอากาศ และระบบอื่นๆ ที่จำเป็นต่อการป้องกันภัยอันตรายและความปลอดภัยที่สามารถส่งผลต่อชีวิตและทรัพย์สินได้

โดยเจ้าของอาคารจะต้องจัดให้มีผู้ตรวจสอบอาคารในด้านวิศวกรรมหรือด้านสถาปัตยกรรม มาทำการตรวจสอบอาคารตามหลักเกณฑ์ เงื่อนไข และวิธีการตามที่กฎหมายกำหนด และรายงานผลการตรวจต่อเจ้าพนักงานในท้องที่ โดยมีข้อกำหนดคร่าวๆ ดังนี้

ข้อกำหนดการตรวจสอบอาคารตามกฎหมาย

ตามกฎหมายตรวจสอบอาคาร กำหนดให้มีการตรวจอาคารทั้งหมด 2 ประเภท ได้แก่
● การตรวจสอบอาคารขนาดใหญ่: เป็นการตรวจสอบอาคารที่ต้องจัดทำทุกๆ 5 ปี เป็นการตรวจสอบโครงสร้างและระบบทุกระบบภายในอาคารอย่างครอบคลุม ผู้ตรวจสอบจะต้องจัดทำแผนปฏิบัติการสำหรับการตรวจบำรุงอาคารและอุปกรณ์ต่างๆ พร้อมคู่มือให้กับเจ้าของอาคาร รวมถึงแผนการตรวจสอบอาคารประจำปีและแนวทางการตรวจสอบต่างๆ
● การตรวจสอบอาคารประจำปี: เป็นการตรวจสอบอาคารที่ต้องจัดทำทุกปี ตามแผนที่ผู้ตรวจสอบได้จัดทำไว้ในการตรวจสอบอาคารขนาดใหญ่ เพื่อตรวจสอบสภาพอาคารและอุปกรณ์ประกอบต่างๆ

บทลงโทษสำหรับการไม่ปฏิบัติตามกฎหมายตรวจสอบอาคาร

บทลงโทษสำหรับผู้ที่ฝ่าฝืน ใช้งานหรือก่อสร้างอาคารโดยที่ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าพนักงานตามกฎหมายตรวจสอบอาคาร พระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ. 2522 จะต้องระวางโทษดังต่อไปนี้

  • ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 3 เดือน
  • ปรับไม่เกิน 60,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
  • ปรับเงินอีก วันละ 10,000 บาท จนกว่าจะปฏิบัติให้ถูกต้อง

ดังนั้น เพื่อหลีกเลี่ยงบทลงโทษทางกฎหมายและรับประกันความปลอดภัยของผู้ใช้งานอาคาร การเลือกใช้บริการบริษัทตรวจสอบอาคารที่มีคุณภาพและได้รับการรับรองอย่างถูกต้องจึงเป็นสิ่งจำเป็น เพื่อให้เจ้าของอาคารมั่นใจได้ว่าอาคารของตนมีความมั่นคงแข็งแรง ปลอดภัยต่อการใช้งาน และเป็นไปตามกฎหมายตรวจสอบอาคารทุกประการ

อาคาร 9 ประเภทที่ต้องตรวจสอบ

ตามพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ. 2522 ได้กำหนดให้อาคาร 9 ประเภทนี้ ได้รับการตรวจสอบอาคารอย่างเคร่งครัด ดังนี้

  1. อาคารสูง ตั้งแต่ 23 เมตรขึ้นไป
  2. อาคารขนาดใหญ่เป็นพิเศษ มีพื้นที่ใช้สอย 10,000 ตร.ม.ขึ้นไป เช่น อาคารสำนักงาน ห้างสรรพสินค้า
  3. อาคารที่เป็นชุมนุมคน มีพื้นที่ใช้สอย 1,000 ตร.ม. หรือบรรจุคนได้ 500 คนขึ้นไป เช่น ศูนย์ประชุม สถานศึกษา
  4. โรงมหรสพ เช่น โรงภาพยนตร์ โรงละคร สถานที่จัดแสดงคอนเสิร์ต
  5. โรงแรม ที่มีจำนวนห้องพักตั้งแต่ 80 ห้องขึ้นไป
  6. อาคารชุด หรือคอนโดมิเนียมที่มีพื้นที่ตั้งแต่ 2,000 ตารางเมตรขึ้นไป เช่น คอนโดอ่อนนุช
  7. อาคารโรงงาน ที่มีความสูงมากกว่า 1 ชั้น และมีพื้นที่ตั้งแต่ 5,000 ตารางเมตรขึ้นไป
  8. ป้ายโฆษณา ที่มีความสูงตั้งแต่ 15 เมตรขึ้นไป หรือมีพื้นที่ตั้งแต่ 50 ตารางเมตรขึ้นไป หรือมีการติดตั้งบนหลังคาหรือดาดฟ้าของอาคารที่มีพื้นที่ตั้งแต่ 25 ตารางเมตรขึ้นไป
  9. สถานบริการ ที่มีพื้นที่ตั้งแต่ 200 ตร.ม.ขึ้นไป

เนื่องด้วยอาคารแต่ละประเภทมีข้อกำหนดและรายละเอียดที่แตกต่างกัน ทำให้การตรวจสอบอาคารจะต้องอาศัยความเชี่ยวชาญจากผู้ที่ผ่านการอบรมผู้ตรวจสอบอาคารอย่างถูกต้อง เพื่อให้ขั้นตอนการตรวจสอบต่างถูกต้อง และมีประสิทธิภาพที่สุด

วิธีการเลือกบริษัทรับตรวจสอบอาคารที่เหมาะสม

การเลือกผู้ตรวจสอบอาคารหรือบริษัทรับตรวจสอบอาคารที่เหมาะสม จะต้องมีคุณสมบัติที่เหมาะสม ดังนี้
● กรณีที่เป็นบุคคลธรรมดา:
-ผู้ตรวจสอบอาคารจะต้องมีสัญชาติไทย และได้รับอนุญาตเป็นผู้ประกอบวิชาชีพวิศวกรรมควบคุมหรือสถาปัตยกรรมควบคุม
– ต้องผ่านการอบรมผู้ตรวจสอบอาคารตามหลักสูตรที่คณะกรรมการควบคุมอาคารรับรอง ได้รับการรับรองเป็นผู้ตรวจสอบ และไม่เคยถูกเพิกถอนการขึ้นทะเบียนในระยะเวลา 2 ปีก่อนวันขอขึ้นทะเบียน
● กรณีเป็นบริษัทหรือนิติบุคคล:
– ผู้ตรวจสอบอาคารจะต้องจดทะเบียนตามกฎหมาย โดยมีทุนจดทะเบียนไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งเป็นของผู้มีสัญชาติไทย
– มีผู้ถือหุ้นและกรรมการเป็นคนไทยไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่ง ได้รับอนุญาตเป็นผู้ประกอบวิชาชีพวิศวกรรมหรือสถาปัตยกรรมควบคุม
– สมาชิกในคณะผู้บริหารไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งต้องผ่านการอบรมตามหลักสูตรที่กำหนด ได้รับการรับรองเป็นผู้ตรวจสอบ และไม่เคยถูกเพิกถอนการขึ้นทะเบียนในระยะเวลา 2 ปีก่อนวันขอขึ้นทะเบียน

เกณฑ์การเลือกบริษัทตรวจสอบอาคาร

นอกจากการยืนยันว่าผู้ตรวจสอบอาคารที่สนใจนั้นมีคุณสมบัติที่เหมาะสมแล้ว ยังมีปัจจัยอื่นๆ ที่ต้องพิจารณาด้วย เช่น
● ประสบการณ์และความเชี่ยวชาญ: เลือกบริษัทที่มีประสบการณ์ในวงการยาวนานและมีผลงานที่น่าเชื่อถือ
● การรับรองและใบอนุญาต: ตรวจสอบว่าบริษัทและผู้ตรวจสอบได้รับการขึ้นทะเบียนกับกรมโยธาธิการและผังเมืองอย่างถูกต้อง มีใบอนุญาตประกอบวิชาชีพและผ่านการอบรมผู้ตรวจสอบอาคารตามหลักสูตรที่คณะกรรมการรับรอง
● ทีมงานมืออาชีพ: มีทีมงานพร้อมสำหรับการตรวจสอบอาคาร ไม่ว่าจะเป็นวิศวกร สถาปนิก และผู้เชี่ยวชาญในสาขาต่างๆ ที่มีความเชี่ยวชาญและสามารถตรวจสอบทั้งโครงสร้าง ระบบไฟฟ้า ระบบประปา ระบบปรับอากาศ และระบบความปลอดภัยได้อย่างครอบคลุม
● ขอบเขตบริการครบถ้วน: เลือกบริษัทที่ให้บริการตรวจสอบอาคารครบวงจร มีการจัดทำรายงานที่ชัดเจนและเชื่อถือได้ รวมถึงสามารถสื่อสารข้อมูลต่างๆ ได้อย่างตรงประเด็นและชัดเจน
● ราคาและความคุ้มค่า: เปรียบเทียบราคาจากหลายบริษัท แต่อย่าตัดสินใจจากราคาเพียงอย่างเดียว ควรพิจารณาคุณภาพบริการเป็นหลักด้วยเช่นกัน

ทัช พร็อพเพอร์ตี้ (TOUCH Property) เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการตรวจสอบระบบวิศวกรรมอาคารครบวงจรที่มีประสบการณ์มากกว่า 17 ปี ด้วยประสบการณ์และทีมงานวิศวกรที่ผ่านการรับรองและมีใบประกาศวิชาชีพเฉพาะทาง TOUCH Property พร้อมเป็นที่ปรึกษาและเป็นเสมือนตัวแทนของเจ้าของอาคารในการตรวจสอบสภาพอาคารและระบบวิศวกรรม เพื่อให้ระบบงานอาคารพร้อมใช้อย่างมีประสิทธิภาพและปลอดภัยต่อผู้ใช้งานอาคารอย่างแท้จริง

กระบวนการและขั้นตอนการตรวจสอบอาคาร

กระบวนการตรวจสอบอาคารที่มีประสิทธิภาพ สามารถแบ่งออกเป็น 5 ขั้นตอนหลัก ดังนี้

  1. การเตรียมเอกสารและข้อมูลต่างๆ ที่จำเป็น
    – ใบอนุญาตและใบรับรองต่างๆ : เช่น ใบอนุญาตก่อสร้าง หรือใบรับรองการก่อสร้าง (อ.6)
    – แบบแปลนอาคาร: แบบแปลนแต่ละชั้น ที่แสดงรายละเอียดห้องต่างๆ ทางหนีไฟ บันไดหนีไฟ ลิฟต์ และห้องควบคุมระบบ
    – คู่มือการตรวจสอบ: ตามกฎกระทรวงที่เกี่ยวข้อง
    – ประวัติการบำรุงรักษา: รายงานการตรวจสอบครั้งก่อนและเอกสารการซ่อมบำรุง (ถ้ามี)
  2. การศึกษาข้อมูลเบื้องต้น
    ผู้ตรวจสอบจะทำการวิเคราะห์เอกสารและแบบแปลนอาคารอย่างละเอียด เพื่อทำความเข้าใจโครงสร้างและระบบต่างๆ ของอาคาร จากนั้นจึงวางแผนการตรวจสอบและเตรียมอุปกรณ์ที่จำเป็น เช่น กล้องถ่ายภาพ อุปกรณ์วัดระยะ ไฟฉาย และเครื่องมือวัดเฉพาะทางอื่นๆ
  3. การตรวจสอบในพื้นที่จริง
    ผู้รับตรวจสอบอาคารจะเข้าไปตรวจสอบอาคารอย่างละเอียดใน 4 ด้านหลัก ดังนี้

ด้านที่ 1: โครงสร้างและความมั่นคงของอาคาร

  • ตรวจสอบสภาพฐานราก เสา คาน พื้น และหลังคา
  • ตรวจหาร่องรอยการชำรุด การทรุดตัว หรือรอยร้าว
  • ประเมินการดัดแปลงโครงสร้างและการเปลี่ยนแปลงน้ำหนักบรรทุก
  • ตรวจสอบวัสดุก่อสร้างและสภาพการใช้งาน

ด้านที่ 2: ระบบและอุปกรณ์ภายในอาคาร

  • ระบบไฟฟ้า ความปลอดภัยของสายไฟและอุปกรณ์ไฟฟ้า
  • ระบบปรับอากาศและระบายอากาศ การทำงานและประสิทธิภาพ
  • ลิฟต์และบันไดเลื่อน ความปลอดภัยและการบำรุงรักษา
  • ระบบประปาและสุขาภิบาล รวมถึงระบบบำบัดน้ำเสียและระบายน้ำฝน

ด้านที่ 3: ระบบป้องกันอัคคีภัยและความปลอดภัย

  • บันไดหนีไฟและทางหนีไฟฉุกเฉิน
  • ไฟทางออกและป้ายบอกทาง
  • ระบบสัญญาณเตือนไฟไหม้และระบบดับเพลิง
  • อุปกรณ์ดับเพลิงและระบบจ่ายน้ำดับเพลิง

ด้านที่ 4: การบริหารจัดการความปลอดภัย

  • แผนการป้องกันและระงับอัคคีภัย
  • แผนการซ้อมอพยพและความพร้อมในการจัดการเหตุฉุกเฉิน
  • ระบบบริหารจัดการความปลอดภัยโดยรวม
  1. การจัดทำรายงานผลการตรวจสอบ หลังจากตรวจสอบอาคารเสร็จสิ้น ผู้ตรวจสอบจะจัดทำรายงานที่ครบถ้วนและละเอียด ประกอบด้วย
  • สภาพปัจจุบันของอาคารและระบบต่างๆ
  • จุดที่พบปัญหาหรือข้อบกพร่อง พร้อมภาพประกอบ
  • การประเมินระดับความเสี่ยงและความเร่งด่วน
  • ข้อเสนอแนะในการปรับปรุงแก้ไข
  • การรับรองความปลอดภัยของอาคาร (หากผ่านเกณฑ์)

หากพบข้อบกพร่อง ผู้ตรวจสอบจะแจ้งให้เจ้าของอาคารทราบทันทีพร้อมแนวทางการแก้ไข

  1. การติดตามและดูแลบำรุงรักษา หลังจากเจ้าของอาคารได้รับรายงานผลการตรวจสอบแล้ว จะต้องดำเนินการดังต่อไปนี้
  • ดำเนินการแก้ไข ตามข้อเสนอแนะในรายงานโดยเร็ว
  • จัดส่งรายงาน ให้สำนักงานเขตหรือสำนักการโยธาพิจารณา
  • จัดทำแผนบำรุงรักษา ประจำปีเพื่อการดูแลอย่างต่อเนื่อง
  • ตรวจสอบอุปกรณ์ ทุก 3-6 เดือน ตามประเภทและความสำคัญ
  • บันทึกข้อมูล การตรวจสอบและซ่อมบำรุงทุกครั้งเพื่อการติดตาม

การตรวจสอบอาคารอย่างเป็นระบบและสม่ำเสมอเป็นหน้าที่สำคัญของเจ้าของอาคารและนิติบุคคล ไม่เพียงแต่เป็นการปฏิบัติตามกฎหมายตรวจสอบอาคารเท่านั้น แต่ยังเป็นการรับประกันความปลอดภัยของผู้อยู่อาศัยและผู้ใช้งาน ประหยัดค่าใช้จ่ายในการซ่อมแซม ยืดอายุการใช้งานอาคารและระบบต่างๆ รวมถึงรักษามูลค่าของทรัพย์สินในระยะยาวด้วย

หากต้องการคำปรึกษาเพิ่มเติมเกี่ยวกับการตรวจสอบอาคาร การเลือกบริษัทตรวจสอบอาคารที่เหมาะสม หรือต้องการข้อมูลเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์คุณภาพในกรุงเทพมหานคร ขอแนะนำให้ติดต่อผู้เชี่ยวชาญด้านการตรวจสอบอาคารอย่าง TOUCH Property เพื่อความปลอดภัยและความสบายใจของคุณและคนที่คุณรัก

แชร์ข่าวและบทความ
Facebook
X
Threads
Email

ข่าวและบทความที่น่าสนใจ

To top